Jump to content

คุณสามารถ Login เข้าระบบ ด้วย Username และ Password เก่าได้เลยหากพบปัญหา โปรดอ่าน :::> ปัญหาที่อาจพบในระบบใหม่ของ Freemac
และท่านที่สมัครสมาชิกไว้หลังวันที่ 12 พ.ย. 53 กรุณาสมัครใหม่ด้วยนะครับ โปรดอ่าน :::> ยินดีต้อนรับครับ


Mac Evangelist ลัทธิ"หลงแมค"และยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

* * * * * 2 votes

  • You cannot reply to this topic
15 replies to this topic

#1
cyberdude

    Super Member

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 1593 posts
55
Mac Evangelist ลัทธิ "หลงแมค" จุดเริ่มต้น, กระบวนทัศน์ และยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป...

โดย cyberdude

ความเรียงเรื่องนี้มีจุดหมายเพื่อทำความเข้าใจกับ ปรากฎการณ์วิวาทะบนเวปบอร์ด หรือที่สาธารณะต่างๆเกี่ยวกับเครื่อง Macintosh
อยู่ในกรอบที่จะศึกษาเรื่องที่มาที่ไป และการคลี่คลายตัวในปัจจุบันและอนาคตของกระบวนการนี้ครับ :)

--------------------------

ผมใช้แมคมานานพอสมควรแล้ว แม้จะไม่ทันยุคเริ่มต้น แต่ก็ทันเห็น Apple ผ่านยุคกลาง ยุคมืด ยุคมืดสนิท จนมาถึงยุค "เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์" ยุค iCEO และยุค Digital Hub iMac/iTunes ในปัจจุบัน
และยังไม่มีใครรู้ว่า ต่อไปจะเป็นยุคอะไรของ Apple กับ Macintosh

ตลอดชีวิตการเป็น Mac user ที่แบบชอบฝังหัว ติดตามข่าว หาความรู้เกี่ยวกับมัน ก็เห็นกระบวนการต่างๆมากมาย
เป็นที่รู้กันในหมู่คนที่เล่น Mac ว่า Apple เป็นบริษัทที่ไม่มี customers มีแต่ Fans คือเมื่อคุณเริ่มมาปักใจใช้ Mac คุณก็จะเป็นเหมือนกองเชียร์ ให้คอมพิวเตอร์ชนิดนี้กันไปโดยปริยาย ส่วนแนวทาง และความแรงที่แสดงออกมากน้อยแตกต่างกันไปครับ คือมีตั้งแต่แบบน่ารักๆ ตั้งชื่อให้เครื่อง, แอบเชียร์, แนะนำให้เพื่อนใช้, สะสมแมค, ปกป้อง ช่วยเหลือ แก้ข่าวแทน Apple จนไปถึงกระแนะกระแหนหรือด่าทุกสิ่งทุกอย่างที่(คิดว่า) เป็นฝ่ายตรงข้ามกับ Mac
จนมีคำที่ใช้เรียกกันว่า เป็น Macheads, Mac fans, Mac Freaks, Mac Geeks, Mac Zealotsหรือ Mac Addicts
มีการให้เหตุผลในเรื่องนี้ไปต่างๆนาๆ ในปรากฎการณ์นี้ ทั้งประเด็นเรื่อง concept design, personality, creativity, ease of use ต่างๆที่ทำให้คนชอบ และหลงใหลมัน
แต่ส่วนผสมหลักของเรื่องนี้มีที่มาครับ และสาเหตุที่สำคัญอันนึงคือผู้ชายชื่อ Guy Kawasaki และปฎิบัติการ Mac Evangelist

คาวาซากิเริ่มงานกับ Apple ตั้งแต่ช่วงแรกๆในยุค '80 เค้าเป็นคนที่รับหน้าที่ไปหาแนวร่วม คุยกับบริษัท software และโปรแกรมเมอร์ทั้งหลายให้เริ่มเขียน software ให้ Macintosh ซึ่งเพิ่งเริ่มเปิดตัว และยังไม่มี software ให้ใช้เลย

คาวาซากิประสพผลสำเร็จอย่างดีในการ"ขายไอเดีย"ครั้งนั้นครับ จากโปรแกรมกราฟิคพื้นๆที่ Apple เขียนเองไม่กี่ตัวในตอนเปิดตัวสินค้า ภายในปีกว่าๆ Macintosh ก็มีโปรแกรมให้ใช้กว่า 600 ตัว และเพิ่มขี้นเรื่อยๆอย่างน่าพอใจ

เขาให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า วิธีที่เขาใช้คือ "ขายความฝันก่อน ขายผลิตภัณฑ์ทีหลัง"
ตอนนั้น ไม่มีใครรู้ว่านั่นคือการวางรากฐานที่จะกำหนดคาเรคเตอร์ของกลุ่มผู้ใช้ Macintosh ในเวลาต่อมา....

เซลแมนธรรมดาอาจจะบอกว่า "ให้เงินผมเท่านี้ๆ และคุณจะได้ computer เครื่องนี้ไป, แล้วผมจะบอกว่ามันทำอะไรให้คุณได้บ้าง"

แต่คาวาซากิจะบอกว่า "คอมพิวเตอร์เครื่องนี้เป็นเครื่องถ่ายทอด'ความฝัน' และความฝัน คือที่มาของแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ของมนุษย์, ผมจะเสนอ'ความฝัน'ของมันให้คุณดู และถ้าคุณเชื่อมั่นในฝันนั้น เราจะร่วมมือกัน"

คาวาซากิเคยบอกว่า เขามองงานของเขาเหมือนเชียร์ลีดเดอร์ให้กับทีมกีฬา คือกระตุ้นกำลังใจให้ทุกๆฝ่าย ทั้งผู้เล่น และกองเชียร์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และเชื่อมั่นในทีม
อาจจะกล่าวได้ว่าวิธีของ Kawasaki ก่อให้เกิดความรู้สึก "พิเศษ" ต่อคอมพิวเตอร์และการทำงานของโปรแกรมในหมู่ผู้ผลิต software กลุ่มแรกๆของ Mac และความรู้สึกนี้ก็รับช่วงต่อไปยังผู้ใช้รุ่นต่อๆมา (นอกเหนือไปจากความ 'เป็นมิตร'ในการทำงานของตัว OS ที่ Apple สร้างไว้ก่อนแล้ว) และด้วยวิธีนี้เอง ที่ทำให้เริ่มเกิดโปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับวงการสร้างสรรค์ เช่น ในด้านดนตรี การวาดรูป การพิมพ์ การเขียนบท บนเครื่อง Mac ในระยะแรกๆ มากกว่าทั้งหมดที่เคยมีมาบนเครื่องแบบอื่นๆในช่วงนั้น
--------------------------
ตอนต่อไป กำเนิดของกลุ่ม Mac Evangelist
--------------------------


ต้องขอออกตัวก่อนนะครับ

ความเรียง(ไม่อยากเรียกว่า บทความ เพราะไม่คิดว่าจะเป็นทางการอะไรนัก)เรื่องนี้
เป็นอะไรที่ผมอยากเขียนมานานแล้ว แต่เพิ่งรู้สึก "อยากเขียนซะจริงๆ" เอาวันนี้ จะเพราะอะไรก็ช่างมันเถอะนะครับ :)
เอาเป็นว่า เป็นการคุยๆ แลกเปลี่ยน เสนอความเห็น เล่าสู่กันฟังละกัน ขออนุญาตที่จะไม่ให้มีการปะทะ หรือใช้ข้อความรุนแรง พาดพิง เปรียบเทียบอะไรใครในนี้ ไม่ว่าจะภายในหมู่สมาชิก หรือผู้ที่ผ่านมาก็ตาม..

ก่อนอื่นเลย สิ่งที่เขียนนี้จะเป็นสำนวนเรียบเรียงของผมเอง แต่เรื่องราวนั้นมีที่มาจากหนังสือ และบทความทั้งหลายที่ผมอ่านมาเรื่อยๆในหลายๆช่วงหลายวาระที่ผ่านมา เช่น The cult of Mac(ของ ลีนเดอร์ คานี่ย์-ส่วนมากแปลมาจากเล่มนี้), Mac bathroom reader, และอื่นๆอีกหลายเล่มรวมๆกันตลอดจนจากเวปไซท์เกี่ยวกะ Mac ต่างๆหลายที่ครับ ก็ขอแจ้งเครดิตไว้ตรงนี้ ถ้ามีเล่มอื่นๆที่กลับไปค้นเจอจะมาลงเพิ่ม

ก็จะเขียนแบบเปิดนะครับ ไม่ซีเรียส เขียนเพิ่มไปเรื่อยๆ คุยกันไป อ่านไปละกัน แต่ขอว่าจะมีการกลับขี้นไป edit เพิ่มเติมแก้ไขบ้าง ถ้ามีความจำเป็น หรือเพิ่มเติมความเห็น ที่อยากจะเขียนแบบนี้ แทนที่จะขอเขียนให้เสร็จทีเดียวเป็นบทความไปเลย เพราะผมชอบสไตล์เวปบอร์ดที่จะมีความคิดเห็นของเพื่อนๆกลับมามากกว่า (อีกอย่าง คงเป็นเพราะสมาธิสั้น ขี้เกียจเขียนรวดเดียว 5555)


Guy Kawasaki เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นรุ่นที่สามจากฮาวายครับ

Evangelism เป็นศัพท์ในทางศาสนาคริสต์ หมายถีงการเผยแพร่ศาสนาอย่างเอาจริงเอาจัง
ในปัจจุบันอาจเอาไปใช้โดยตัดความหมายในทางศาสนาออกไป จะหมายถึงคนที่กระตือรือร้นสนใจในเรื่องใดเรื่องนึงอย่างสุดๆก็ได้

โดยที่ Kawasaki เป็นคนแรกที่เอาเรื่อง evangelist มาใช้ในแง่การตลาด และคอมพิวเตอร์ครับ
หลักๆเลยเพราะเค้าเป็นคริสต์ และศึกษาด้านศาสนามาพอสมควร ในยุคแรกๆของ Mac เค้าเลยเอาศัพท์เกี่ยวกับทางศาสนามาใช้ในการให้สัมภาษณ์ หรือพูดถึงคอมพิวเตอร์ในเชิงอารมณ์ขันครับ
เช่นบอกว่า PC users ยัง "unenlightened" (แสดงว่าผู้ใช้ Mac เป็นผู้ที่ "รู้แจ้ง"แล้ว)

หรือตัวอย่างเช่น คำให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ Windows 95 ของเค้าอันนึง
"ถ้าจะบอกว่า Windows 95 เทียบกับ Mac ได้ ก็เปรียบได้กับคนที่ไปเจอหัวมันฝรั่งที่รูปร่างเหมือนใบหน้าพระเยซู แล้วคิดเอาว่าพระเยซูกลับมาแล้ว"

คาวาซากิเคยพูดถึงเทตนิคอันนี้ว่า "เพราะศาสนาคริสต์มีมาร์เกตแชร์กว่า 30% ทั่วโลก และผมมองว่า เทคนิคที่คริสต์จักรใช้นั้น หลายอย่างเอามาใช้กับธุรกิจได้"
"ผมเลยแอบโขมยเอาหลักหลายๆอย่างมาจากไบเบิ้ล"


Attached Image: gkawasaki_163.jpg

--------------------------
กำเนิดของกลุ่ม Mac Evangelist
--------------------------

Kawasaki ออกจาก Apple ไปในปี 1987 แล้วกลับมาใหม่ในช่วงปี 1995

ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงที่ ผู้บริหารของ Apple เองกำลังเริ่มเจอผลของการหลงระเริงกับผลกำไรที่ผ่านๆมา แผนการตลาดที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า มองข้ามการปล่อย license Mac OS ที่บริษัทต่างๆเพียรขอมา และละเลยการสานสัมพันธ์ที่ดีกับ Users และ Developers

แรกเริ่มเลย Apple พุ่งเป้าของคู่แข่งไปที่ IBM และกว่าจะรู้ตัว Microsoft ก็เริ่มมีอิทธิพลมากในตลาด PC เกินจะหยุดได้เสียแล้วและ Windows ก็เริ่มที่จะกินตลาดของ Mac และผู้ผลิตรายอื่นๆที่ไม่ใช่ IBM compatible ไปเรื่อยๆ...

ผลิตภัณฑ์ของ Mac ในตอนนั้น แม้ว่าจะยังเด่นเรื่อง design และ OS แต่ก็มีจุดผิดพลาดเรื่องความขาดเป้าหมายและซ้ำซ้อน
ตอนนั้น Apple มีทั้ง คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ็ค กล้องดิจิตอล พรินเตอร์ทั้ง laser และ inkjet, PDA ทั้งที่บางอย่างทำให้ขาดทุุนติดต่อกันมานาน

อีกหัวเลี้ยวนึงที่ Apple พลาดไปถนัดใจก็คือ ในช่วงที่พยายามต่อสู้กับ IBM PC ในตลาดคอมพิวเตอร์สำหรับ office ก็มีการโจมตีจากฝั่ง IBM ว่า Graphic user interface แบบที่ Mac ใช้นั่นเป็นได้แค่ "ของเล่น" หรือเกมคอมพิวเตอร์แบบนึง กราฟิคสวยๆไม่ได้ช่วยให้คนทำงานมี ผลงานดีขี้น กลับจะดึงความสนใจของ user ไปจากงานที่ทำ ส่วน DOS ซึ่ง ไม่มีความสนุกในการใช้งานนั้น จะทำให้ user โฟกัสที่งานมากกว่า สมใจเจ้าของธุรกิจ

ซึ่งเรื่องนี้ Apple เลยต้องต่อสู้อย่างรุนแรง(ไปนิดนึง) เพราะต้องการลบภาพที่ว่า "Mac เป็นของเล่น" นี้ออกไป ก็เลยงดการสนับสนุนช่วยเหลือบริษัทเกมต่างๆที่เป็นเคยพันธมิตรกันอยู่ อันนี้เองที่ทำให้ Macintosh ซึ่งเคยเป็นแพลตฟอร์มที่เกมเยอะมากๆ (เกม 3D สมัยบุกเบิกตัวแรกๆก็เกิดบนฝั่ง Mac ไม่ใช่ PC) ก็เลยไม่ค่อยมีเกมเล่นไปสมใจ Apple (ในตอนนั้น) ซึ่งกว่าจะรู้ตัวว่า ธุรกิจเกมจะกลายมาเป็นตลาดที่มีมููลค่าสูงสุดของ computer ในเวลาต่อมา ก็กลับตัวไม่ทันซะแล้วครับ ซึ่งเรื่องเกมนี้ก็เป็นจุดด่างข้อใหญ่ที่ทำให้ Apple และ Mac เสียเปรียบอยู่มาจนถึงวันนี้

จนช่วงนั้น ข่าวการขาดทุนติดต่อกัน การเสียฐานลูกค้า และการค่อยๆหายไปของผู้ผลิต software สำหรับ Mac ไปเรื่อยๆ ก่อให้เกิด'ข่าวร้าย' สำหรับ Apple ยิ่งการเปิดตัวของ Windows 95 ที่ทำให้ interface ของทั้งสองค่ายตามทันกันจนถึงจุดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ดูเลวร้ายลง....

ข่าวเกี่ยวกับสภาพการณ์ 'ขาลง' ของ Apple ดูจะเป็นเรื่องรายวันในตอนนั้นที่ทุกๆสื่อทุกๆค่ายต่างก็พูดถึง และข่าวลบแบบนั้นเองที่ทำให้สถานการณ์ดูเลวร้ายกว่าความเป็นจริง เปอร์เซนต์การขายอาจจะลดลงไปนิดหน่อย แต่เมื่อมันถูกตีพิมพ์ออกมา คนที่ตกใจเกี่ยวกับข่าวก็หยุดซื้อผลิตภัณ์เกี่ยวกับ Mac และยิ่งทำให้ยอดขายหล่นเหวลงไปอีก และการพยายยามแก้ไขก็ยิ่งทำให้เกิดข่าวร้ายๆตามออกมา สำหรับ user ในเวลานั้นการบอกกับใครๆว่าคุณใช้ Mac ดูเหมือนจะนำไปสู่การถกเถียงและทำให้ถูกเยาะเย้ยจากคนอื่นว่า Mac กำลังจะตาย ทุกๆคนจะเห็นพ้องกันว่า จุดจบของ Mac และ Apple คงอยู่อีกไม่ไกลนัก...

แม้แต่มุมที่ขาย Mac ในร้านขายคอมฯต่างๆก็เงียบเหงาลง เซลของทางร้านเหล่านี้ไม่ค่อยแนะนำ Mac และมักจะดึงลูกค้าที่มาดูเครื่อง Mac ไปซื้อเครื่อง PC ที่ทำให้ได้คอมมิสชั่นมากกว่า และเครื่อง mac ที่โชว์อยู่ในร้านพวกนี้หลายแห่งก็อยู่ในสภาพที่ขี้น error ค้าง เพราะขาดเซลที่สนใจ และใช้เป็นมาดูแล ส่วนทาง Apple เองก็ไม่มีคนพอที่จะมาทำอะไรเองตามร้านค้าพวกนี้ได้....

ตอนนั้นเองที่ Kawasaki ตัดสินใจเปิดกลุ่ม Evangelist ขี้นมาในช่วงเดือนกรกฎาคม 1996
จุดมุ่งหมายของเขาคือการเผยแพร่ 'ข่าวดี' เกี่ยวกับ Macintosh เขาได้กล่าวถึงเหตุผลเบื้องหลังว่า
"ตอนนั้น ข่าวทุกข่าวในทุกสื่อเขียนมีแต่ภาพลบ ผมก็เลยตัดสินใจว่า แทนที่เราจะพยายามพูดให้พวกสื่อเชื่อ เราจะเป็นฝ่ายกระจายข่าวดีด้วยตัวเราเอง"

อันนี้มาจากที่เขากลับมาทำงานกับ Apple ใหม่ๆ คาวาซากิคิดว่า
หน้าที่หลักของเขาคือการออกไปพบปะผู้คนให้มากที่สุด พูดถึงข้อดีของสินค้าและทำให้คนอื่นๆเชื่อมั่น อย่างที่เขาถนัด แต่คาวาซากิกลับค้นพบผลข้างเคียงที่ว่า หลังจากที่คุณพยายามทำให้คนอื่นๆ เห็น และเชื่อไปแล้ว ยิ่งคนที่'เชื่อมั่น' นี้มีจำนวนมากเท่าไหร่ คนกลุ่มนี้จะไปบอกเล่าปากต่อปาก ดึงให้คนอื่นๆเข้ามาเอง

ผลข้างเคียงอันนี้ ส่งผลที่ใหญ่กว่า'เหตุ'ของมัน ในแง่สังคมและการตลาดในเวลาต่อมา....

การตั้ง mailing list ของ evangelist ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ด้วยเนื้อหาที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ขัน ผู้ที่บอกรับเป็นสมาชิกจะได้รับจดหมายข่าวรายวันบอกถึง Tips&Tricks ข่าว(ดี)ต่างๆในแวดวง และเรื่องน่ารู้ต่างๆที่จะเอามาใช้ได้ในการถกเถียงเรื่อง computer กับคนอื่นๆ(ที่ไม่ได้ใช้ Mac) นัยว่าเป็นการติดอาวุธทางปัญญาให้ชาว Mac ได้เถียงกลับนั่นเอง

ดูเหมือนว่าชาว Mac ที่รู้สึกเหมือนกลายเป็น'ชนกลุ่มน้อย'ตอนนั้นกำลังรออะไรแบบนี้อยู่แล้ว และมันก็ลามไปอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้า Evangelist ก็มีผู้บอกรับจดหมายข่าวหลายหมื่นคน แตกออกไปตามกลุ่มข่าวและ website ต่างๆทั่วโลกนับไม่ถ้วน...
------
บทแทรก--
ตัวอย่างเทคนิคนึงของคริสตจักร(สมัยโบราณ)ที่ Evangelist เอามาใช้ก็คือ "identify and demonized a common enemy" หมายถึง การกำหนดและสร้างภาพ ให้ผ่ายตรงข้ามเป็นผู้ร้าย" ครับ อันนี้ใครที่เคยอ่าน Da vinci code คงนึกออกที่ Dan Brown อธิบายถึงช่วงที่คริสต์จักรช่วงชิงมวลชนกับศาสนาท้องถิ่น แล้วแกล้งเอาสัญลักษณ์ของ pagans มาเป็นเครื่องหมายแทนความชั่วร้าย ในความเชื่อของคริสต์ เช่น ดาวห้าแฉกที่เคยหมายถึงเทพวีนัส ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของลัทธิบูชาซาตาน และบรรยายให้ซาตานมีหางสามแฉกแทนค่าสามง่ามของโพเซดอน...อะไรแบบนี้

บทบาทนี้ Microsoft(และ Intel ด้วย) ก็โดนไปซะไงครับ คืออย่างที่บอกว่าตอนแรก Apple ก็ต้องท้าสู้กับ IBM ประกาศตัวเองว่าเป็นมวยรอง เป็นแจ๊คผู้ที่จะมาสู้กับยักษ์ แต่กว่าจะรู้ว่ารบกะ'ยักษ์' ผิดตัว ก็เกือบไม่ทันซะแล้ว...
แต่ไม่เป็นไร เพราะตอนนั้น Microsoft ก็กลายเป็นยักษ์เต็มขั้นไปแล้ว แถมยังส่อเค้าว่าจะนิสัยไม่ดียึดวงการจริงๆด้วย มีเหตุผลให้โจมตีได้อย่างชอบธรรม



------------
ปฎิบัติการณ์โต้กลับ Revenge of the Mac users
--------------

ปรากฎการณ์ "เราจะสู้เพื่อ Mac" ได้ถูกจุดประกายขี้นมาในช่วงที่มืดมิดนี่เองครับ พอ list ของคนที่รับจดหมายข่าวมากขี้นๆ
หลังจากการเริ่มติดอาวุธทางปัญญาให้ users แล้ว Kawasaki ก็เริ่มปรับแนวรบ
ในจดหมายข่าวเริ่มมีการสร้าง activity เช่นขอให้ชาวแมคช่วยๆกันดู ถ้าเห็น Mac ตามโชว์รูมของร้านคอมฯเสียหายไม่มีคนดูแล ก็เข้าไปช่วยซ่อม ช่วยแนะนำคนอื่นเกี่ยวกะ Mac ช่วยแก้ความเห็นที่ผิดๆเกี่ยวกะ Mac ที่บังเอิญไปเห็น หรือได้ยินมาให้ถูก
ปรากฎการณ์นี้ขยายวงออกไปอย่างแพร่หลาย
ในช่วงนั้น Mac user จำนวนมากใน US ได้ถือเรื่องการเผยแพร่การใช้ Mac เป็นหน้าที่ของตัวไปเลย
มีการอุทิศเวลาส่วนตัว ไปให้กับการนี้โดยเฉพาะ ในห้างร้านที่ขายคอมพิวเตอร์เป็นจำนวนมากมี Mac Guys ที่เป็นอาสาสมัคร ทำงานฟรีๆ
ผลัดเปลี่ยนกันเข้าไปประจำมุม Mac ในร้าน คอยแนะนำสินค้า สอนโปรแกรม คุยกับคนที่สนใจ ตลอดไปถึงคอยเถียงเรื่องคอมฯกับเซลหรือลูกค้าของ PC ที่อาจจะเข้ามาทับถม ชวนทะเลาะหรือพยายามดึงลูกค้าไป
หรือบางที่ก็จะออกมาในรูปที่ว่า ชาว Mac ผลัดกันไปแอบจัดแผงหนังสือคอมฯในร้านขายหนังสือซะใหม่ ให้หนังสือ Mac มาอยู่แถวหน้าๆแทนหนังสือ PC ครับ :)

คาวาซากิบอกว่า เขาไม่ได้วางแผนให้สิ่งเหล่านี้เกิดขี้น ตอนนั้นยังไม่มีศาสตร์หรือตำราเกี่ยวกับการทำ marketing แบบนี้ แต่ทั้งหมดเป็นกระบวนการเรียนรู้ระหว่างทำงานนั่นเอง

"แอปเปิ้ลมี user group เป็นพันๆกลุ่มทั่วโลก พวกนี้แหละครับที่เป็น Evangelist ที่แท้จริง พวกเค้าไม่ต้องได้ค่าจ้าง ไม่เคยมีรายได้จากการแนะนำให้คนอื่นใช้ Mac แต่พวกเค้าก็ทำราวกับเป็นพนักงานขาย แต่มีสิ่งนึงที่ทำให้ Evangelist ต่างจากเซลทั่วๆไป เพราะพวกเค้าแนะนำ Mac ให้คนอื่น เพราะเห็นว่ามันเป็นผลดีกับคนอื่นแท้ๆ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง... เซลนั้นขายของให้คุณเพื่อผลประโยชน์ของตัวเค้าเอง แต่ evangelist ทำแบบนั้นเพื่อประโยชน์ของคุณ"
(ภายหลังที่ evangelism marketing เป็นที่รู้จัก ดูเหมือนพวกลัทธิขายตรงพยายามเอาไอเดีย"แนะนำของดีๆ"ตรงนี้ไปปรับใช้อ่ะครับ..แต่ก็กลายเป็นเพื่อประโยชน์ของตัวเองไป)

ในกระบวนการนี้ ทาง Apple เองก็ได้ใช้ประโยชน์ต่อมาโดยการใช้ Evangelist เป็นรากฐานการคัดเลือกและฝึกทีมงานขาย
แต่ที่น่าสนใจนั้นก็คือเรื่องที่ว่า Apple เองมีพนักงานขายจริงๆ ที่ออกฟิลด์ไปขายอยู่ประมาณ 600 คน แต่มี "ชาวแมค" ที่ทำงานช่วยกระจายข่าว ช่วยขายเป็นแสนๆคน ทั่วประเทศ คาวาซากิเองก็บอกว่า "ถ้าคุณเป็น Mac user ความน่าจะเป็นจะเป็นเพราะคุณถูกแนะนำให้หันมาใช้ Mac จากเพื่อน หรือ user คนอื่นๆ มากกว่าจะมาเริ่มใช้เพราะพนักงานขาย หรือโฆษณา"

ในแง่ online, ในจดหมายข่าว คาวาซากิก็เริ่มชักชวนให้ชาว Mac ร่วมกันช่วยเหลือด้วย เช่น ถ้ามีสื่อ หรือคอลัมนิสต์เขียนหรือให้ความเห็นเรื่องร้ายๆเกี่ยวกับ Mac โดยไม่เป็นความจริง เค้าก็จะเอามาแจ้งในข่าว และขอให้ชาวแมคช่วยกันดูแลและแก้ไข และ 'ให้การศึกษา' เช่นถ้าคอลัมนิสต์คนนึงเขียนว่า Mac ไม่เหลือลูกค้าแล้ว และกำลังจะตาย เค้าก็จะขอให้ Mac users แสดงพลังช่วยกันส่ง email ไปคนละฉบับให้เห็นว่า คนใช้แมคที่ยังเชื่อมั่นนั้นมีอยู่เยอะเพียงไร

ตอนนั้นเป็นช่วงแรกๆที่ internet เริ่มแพร่หลายไม่นาน ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักหรือมีวิธีการป้องกัน spam และโปรแกรม email ยังไม่มีความสามารถที่จะ filter หรือแม้แต่จะรับมือ mail ทีละมากๆ ได้ดีนัก ไม่ต้องสงสัยว่าสื่อที่เขียนถีง Mac ในทางลบบ่อยๆนั้น จะมีชะตาชีวิตเป็นอย่างไรบ้างครับ :) ในไม่ช้า คอลัมนิสต์ทั้งหลายที่เขียนเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ก็มีความรอบรู้เรื่อง Apple และ Mac มากขี้นอย่างผิดหูผิดตา แม้ว่าบางคนจะไม่เคยจับ Mac เลยก็ตาม


และจากกระแส Evangelist ได้รับการตอบรับอย่างดีนี่เองทำให้ Apple กล้าที่จะ'เล่นแรง'
เช่นพวก Ad หอยทาก หรือ burning bunny ในเวลาต่อมา

กลุ่มที่สนับสนุน Mac อื่นๆก็เช่นกัน
นับว่ากระบวนการนี้ก่อให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในหมู่ users, ผู้ผลิต และ developers อย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อนครับ ยากที่ผลิตภัณฑ์ตัวนึงจะทำให้เกิดความรู้สีกร่วมได้แบบนี้...
อาจจะมีบาง brand อย่าง Levi's หรือ Coke ที่ทำได้เหมือนกัน แต่ทั้ง 2 บริษัทนั้นก็มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนานกว่า Apple มาก...

แม้กระทั่ง ผู้ผลิต Mac Clone ชื่อดังในยุคนั้นอย่าง Power Computing ก็เอาคอนเซ็พแนว "สู้เพื่อ Mac" ไปใช้

ตัวอย่าง AD ของ Power Computing ที่ดังๆตอนนั้นครับ
Refuse to be a Victim. Fight back for the Mac!!

Attached Image: pcc_3lg_128.jpg

Let's Kick Intel's Ass!!

Attached Image: pcc_2lg_632.jpg

ลุย!

Attached Image: pcc_4lg_307.jpg

หมู่เฮาจะปฎิวัติ :lol:

Attached Image: pcc_5lg_649.jpg


เมื่อหนูน้อยบิลลี่มาผิดงาน :wink: :wink:

ภาพจาก http://www.streamstu...powercomputing/

Attached Image: pcc_1lg_123.jpg


#2
tum

    Director

  • Administrators
  • 12335 posts
2343
----
ต่อ
----

วิลเลียม แอล เอช เป็นหนึ่งในชาวแมคที่ใช้เวลาว่างช่วงนั้นในการไปเฝ้าอยู่ตามร้านคอมพิวเตอร์..
"ที่ผมเริ่มทำแบบนั้นเพราะว่า ไม่เคยมีพนักงานขายคนไหนตอบปัญหาเกี่ยวกะ Mac ได้อย่างถูกต้องเลย แต่ผมตอบคำถามเหล่านั้นได้"
แรกเริ่ม ในวันหยุด เวลาออกจากบ้านไปธุระที่ไหน ถ้าพอมีเวลาว่างเขาจะแวะไปร้านคอมพิวเตอร์ แล้วอยู่ช่วยอยู่สักพักหนึ่ง
แต่ในที่สุด เขาก็ไปประจำอยู่ที่ร้านทุกสุดสัปดาห์..
"ทำไมผมต้องทำแบบนั้น ทั้งๆที่ไม่ได้เงิน หรือสินจ้างรางวัลอะไรเลยน่ะเหรอครับ?
ก็เพราะนี่แหละที่เป็นลักษณะของคนใช้แมค มันคือความชอบ มันคือความหลง หรือจะเรียกว่าศรัทธาแบบในศาสนาก็ได้ ถ้าคุณอยากเรียกแบบนั้น"

อย่างน้อยเดือนละครั้ง เค เจอรี่ สมิธ จะพาลูกชายไปที่ร้านเซอร์กิตซิตี้ หรือร้านคอมพิวเตอร์อื่นๆในเมือง
พวกเขาทั้งคู่จะใช้เวลาช่วยกันดูแลเครื่องแมคที่ตั้งโชว์อยู่..
"ผมกับลูกก็เหมือนกับชาวแมคคนอื่นๆแหละครับ เรามาซ่อมและทำความสะอาดเครื่องเพราะบางทีพวกห้างใหญ่ๆพวกนี้ไม่แคร์ว่าสภาพเครื่อง Demo จะเป็นอย่างไร"
"คุณมักจะเจอเครื่องที่หน้าจอค้าง หรือ error เพราะผู้ปกครองปล่อยให้เด็กๆมาทุบคีย์บอร์ดเล่น พวกเราก็คอยรีสตาร์ท หรือซ่อมอะไรก็ตามที่ถูกทำพังน่ะครับ เราอยากให้เครื่องที่ตั้งโชว์ทุกเครื่องอยู่ในสภาพที่แสดงความสามารถของแมคได้ดีที่สุด"

จากชาวแมคอีกคน..
"ในร้าน CompUSA ผมมักจะเจอพนักงานขายที่พยายามดีงดนที่มาดูเครื่อง Mac ให้เปลี่ยนใจไปซื้ออย่าง
อื่น ถ้าเจอแบบนั้น ผมมักจะเข้าไปแทรกและแก้ข้อกล่าวหา ข้อสงสัยต่างๆให้ถูกต้อง และทำให้หมอนั่นเห็นว่าเขาพูดจาไร้สาระขนาดไหน"

จากการทำแบบนั้น ไม่นานชาวแมคบางคนก็ได้อาชีพเสริมไปเลย...
แดน ออบแลค เริ่มจากการเข้าไปช่วยแนะนำเครื่องแมคในร้าน และในที่สุด Circuit City ก็เสนอให้เขาใช้เวลาว่าง 10 ชั่วโมงต่ออาทิตย์
นอกเหนือจากงานประจำช่วยแนะนำพนักงานขายจากร้าน 5 สาขาในแถบนั้น...
"พนักงานขายไม่ใช่คนที่จะใช้เวลาว่างมาอ่าน, ศึกษา, และพูดคุยโต้แย้งเรื่องเครื่องแมค แต่นั่นเป็นสิ่งที่ผมชอบทำ ดังนั้นความรู้ของผมเกี่ยวกับข้อสงสัยและคำถามของคนที่จะมาซื้อ Mac ก็มีประโยชน์และจะเป็นสิ่งที่เขาจะเอาไปใช้จริงได้" แดนกล่าว

แต่อย่างที่บอกว่า ในยุคนั้น Apple ค่อนข้างจะเพลี่ยงพล้ำ และเสียโอกาสที่ไม่น่าจะเสียอยู่บ่อยๆ ทำให้สถานการณ์ไม่สู้ดีนัก
ขบวนการ Evangelist ก็เลยค่อนข้างจะต้องต่อสู้มากหน่อยครับ
แม้ว่าในจดหมายข่าว Kawasaki จะแนะนำให้คนที่เข้าไปช่วยให้ความเห็นเกี่ยวกะ Mac ทั้งหลายปฏิบัติการอย่างสุภาพและมีเหตุผล
แต่ก็มีบ่อยครั้งที่การโต้แย้ง หรือการส่งอีเมล์/ข้อความตอบโต้ทาง news groups เป็นไปอย่างเผ็ดร้อน มีการด่าทอ คอลัมนิสต์หลายคนถึงขั้นเคยได้รับข้อความขู่จากชาวแมคเลือดร้อนที่ไม่พอใจข้อเขียนในหนังสือพิมพ์ (แต่ก็ยังดีที่ไม่เคยมีเรื่องเสียหายอะไรที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องแมคอินทอชเกิดขี้นจริงๆเลย :))


----------------------------------------
เมื่อชาว PC ตีกลับ -The Empire('s fans) strike back
----------------------------------------

และก็ย่อมมีการโต้ตอบเกิดขี้นเป็นธรรมดา ผู้ใช้ PC บางส่วนที่เคยโต้คารมกับชาว Mac และหมั่นไส้กับการอุทิศตัวแบบนี้ก็เริ่มเคลื่อนไหว

เวปต่อต้าน Mac เริ่มมีออกมาให้เห็น เวปอย่าง ihateapple.com เกิดขี้นหลังจากที่เด็กมัธยมอายุ 13 ปีผู้ใช้ Windows คนหนึ่งเห็นโฆษณาล้อเลียน Pentium II ของ Apple และไปจดทะเบียนเว็บไซท์เพื่อออกมาต่อต้านการ "โฆษณาชวนเชื่อโดย Apple"
เช่นเดียวกับเวปต้าน Apple อื่นๆในช่วงเดียวกันอย่าง Smackintosh, Macs Sucks, หรือ Why Apple Macintosh Computers are worthless Homepage (ที่ปัจจุบันจะค่อยๆหายหรือหยุด update ไปจนเกือบหมดแล้ว) เวปพวกนี้จะเต็มไปด้วยข้อความเยาะเย้ย หรือรูปภาพล้อเลียนผลิตภัณฑ์ โฆษณา และสาวกของ Mac แม้ว่าจะมีหลายบทความที่เอาเหตุผลมาคัดง้างอยู่บ้างก็ตาม
และบางที เชื้อความขัดแย้งก็จะยิ่งถูกกระพือให้ลุกลามจากการรายงานข่าวของเวปสื่ออย่าง cnet หรือ zdnet
link จากทั้งสองฝ่ายที่เป็นการแจ้งข่าวการโต้เถึยงในเวปใดเวปนึงจะมีคนเข้าไปเถียงเพิ่มหลายสิบเท่าภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หรือก่อให้เกิดสงครามต่อในบอร์ดอื่น..

การต่อสู้โดยมากจะเป็นการยกอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีเหตุผลออกมาเป็นหัวข้อโจมตีกัน ตั้งแต่เรื่อง CPU, Benchmark ความเร็วเครื่อง, อุปกรณ์เสริม, ราคาเปรียบเทียบ, โปรแกรม, ความเสถียร, สถิติ ไปจนถีงการยั่วยุ ล้อเลียน โพสรูปตลกๆเยาะเย้ยอีกฝ่าย ไปจนถีงด่าหรือข่มขู่กันดื้อๆ

การโต้เถียงตามเวปบอร์ด และ News Groups อย่างรุนแรงแบบนี้มีให้เห็นเป็นประจำ น่าแปลกที่เรื่องความชอบระหว่างคอมพิวเตอร์ 2 แบบ สามารถก่อให้เกิดสงครามทางความคิดบนอินเตอร์เนตได้พอๆกับเรื่องระดับการเมืองและศีลธรรมอย่างเรื่องศาสนา การทำแท้งเสรี หรือการควบคุมอาวุธปืน...


-------------------
The New Hope ความหวังรำไร
-------------------

ในที่สุด จากการเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างภายใน การยุบส่วนงานและผลิตภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น การเปลี่ยนผู้บริหารและแผนการทำงาน การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่โดนใจคนมากขี้น ตลอดจนการตัดสินใจสร้างเป้าหมายที่ชัดเจนในการพัฒนา OS ตัวใหม่ แทนตัวเก่าที่ล้าสมัยและล่วงเลยมาหลายปีก็ทำให้สถานการณ์ของ Apple ค่อยๆดีขี้นทีละน้อย

แต่จะปฎิเสธไม่ได้เลยถึงผลที่ชาว Evangelist มีส่วนช่วยจากนอกองค์กร มีผู้ให้ความเห็นว่า Apple อาจจะไม่มีเวลาพอที่จะแก้สถานการณ์ย่ำแย่ตอนนั้น และอาจถึงขั้นล้มละลายไปก่อนก็ได้ ถ้าไม่มีปรากฎการณ์ Evangelist เกิดขี้น..

ในช่วงที่สถานการณ์เลวร้ายที่สุด การต่อสู้ของ user เหล่านั้นแหละที่ช่วยพยุงไม่ให้เรือที่รั่วอยู่จมเร็วเกินไปนัก และช่วยซื้อเวลาให้ Apple ได้กลับลำทัน แม้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ที่จะช่วยหยุดการขาดทุน หรือแก้ปัญหาของบริษัทจากภายนอก แต่ไม่มีใครประเมินได้ว่า
ถ้าไม่มีชาวแมคจำนวนมากร่วมกันคนละไม้คนละมือในตอนนั้น จะมีคนอีกเท่าไหร่ที่เลิกใช้หรือไม่ได้ซื้อ Mac ในช่วงนั้น

และก็ไม่มีใครจะรู้ได้ว่า ในเวลาที่ต้องการมากที่สุด Apple จะเสียลูกค้าไปอีกเท่าไหร่ ถ้าไม่มีการต่อสู้ ยืนยันว่าต้องการจะใช้ Mac ต่อไป จากบรรดาคนในองค์กร บริษัท โรงเรียน หน่วยราชการ ต่างๆ ทั้งจากผู้บริหารเอง หรือจาก users ที่ต่อต้าน ในกรณีที่ผู้บริหาร หรือฝ่าย IT ต้องการให้เลิกใช้


----------
จุดเปลี่ยน...
----------

Guy Kawasaki ออกจาก Apple ไปตั้งบริษัทของตัวเองในปี 1998 ครับ ปัจจุบันเขาเป็น Venture capitalist, เขียนหนังสือ รับปรึกษาและบรรยายเกี่ยวกับเทคนิตการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ให้กับหริษัทหลายๆแห่ง และเขายังคงเป็นชาวแมคที่เหนียวแน่นอยู่

คาวาซากิ หยุดกิจกรรมเกี่ยวกับ Evangelist Mailing List และเวปไซท์ลงในปี 1999 ในจดหมายข่าวฉบับสุดท้าย เขาพูดถึงสถานการณ์ที่ดีขี้นของ Mac ว่าเป็นสาเหตุที่เขาตัดสินใจดังนี้..
"Evangelist เกิดขี้นเพราะต้องการแก้ไขเหตุการณ์ข่าวที่เป็นลบเกี่ยวกับ แอปเปิ้ลและแมคอินทอช และผมเชื่อว่ามันได้บรรลุจุดประสงค์แล้วอย่างสมบูรณ์ ดังนั้น หลังจากที่ไตร่ตรองและพูดคุยกับเพื่อนๆใน Apple แล้ว ผมขอยุติบทบาทของกลุ่มลงตรงนี้"

เป็นที่น่าสนใจว่า หนึ่งในบรรดาผู้ที่เสียดายกับการจากไปของกลุ่มนี้ กลับเป็นกลุ่ม 'เหยื่อ'ที่เคยเดือดร้อนจากการนี้นั่นเอง
คอลัมนิสต์หลายคนออกมาเขียนถึงการอำลาครั้งนั้นว่า

"การได้รับความเห็นจากคนที่ต้องการเปลี่ยนความคิดของคุณถือว่าเป็นประโยชน์มากในชีวิตการเป็นนักสื่อสารมวลชน ผมเรียนรู้อะไรใหม่ๆมากมายจากคนที่เห็นขัดแย้งกับผม มากกว่าที่จะได้จากคนที่เห็นด้วยไปหมด ถึงแม้ว่าหลังจากเจอไปหลายร้อยความเห็นคุณจะเริ่มเหนื่อยกับมันบ้างก็ตาม" (แดน กิลมอร์ San Jose Mercury News)

"(Evangelist ทำให้)คอลัมนิสต์ที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับ Apple ต้องเขียนเรื่องอย่างรู้จริงและระมัดระวังโดยนึกอยู่เสมอว่ามีคนกำลังสนใจจับตามองอยู่"
"ผมเดือดร้อนจาก Evangelist และ Guy Kawasaki มาเยอะเหมือนกัน จนแม้กระทั่งรู้สึกขมขี่นในบางครั้ง แต่ผมก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ Macintosh มากมายในช่วงนั้น และผมก็ได้เพื่อนใหม่หรือพบคนที่น่าสนใจจากมันเหมือนกัน ดังนั้น ผมรู้สืกเสียดายที่มันจากไป"
(เจมส์ โคเทส Chicago Tribune)

---------------
ในปีหลังๆนี้ การต่อสู้ทางความคิดระหว่าง 2 แพลตฟอร์มแม้ว่าจะยังมีอยู่ แต่ก็ค่อยๆลดความรุนแรงลงไป จากแนวรุนแรงก็เริ่มเป็นการพัฒนามาเป็นเชิงอภิปรายจุดเด่นจุดด้อยอย่างมีเหตุผลให้เห็นมากกว่า

เวปที่เคยเป็นเวทีสงครามระหว่าง 2 ค่ายก็รายงานว่ามีผู้เข้าไปเยี่ยมชมลดลงอย่างเห็นได้ชัด ความเห็นต่างๆจากทั้ง 2 ฝ่ายลดความโหดลง
เวปไซท์ต่อต้าน Apple เองก็ค่อยๆหาย หรือกลายพันธ์ไป ส่วนมากจะหยุดอัพเดทหรือหายไปเฉยๆ แม้แต่ ihateapple ก็กลับกลายเป็นเวปเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ธรรมดา และเรื่องการทำงานร่วมกันระหว่าง 2 แพลตฟอร์มแทนเรื่องที่โจมดี Macintosh มีรายงานว่าทีมงานบางคนในปัจจุบันใช้ Mac ด้วยซ้ำ

ทอดด์ อาร์เนสัน เด็กคนที่ก่อตั้งเวปนั้นซึ่งปัจจุบันโอนให้คนอื่นทำแทนไปแล้วให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า
"ช่วงนั้น ผมก็ไม่ได้สนใจจริงๆหรอก ทำเอามันส์มากกว่า เราเป็นพวกเด็กๆที่หาอะไรเล่นโดยการเรียกร้องความสนใจ ก็แค่นั่งคิดว่า เขียนอะไรแล้วคนใช้ Mac จะโมโหด่ากลับได้มั่ง แล้วก็สนุกกันเพราะตอนนั้นมันง่ายจริงๆที่จะทำให้ชาวแมคโมโหน่ะครับ พวกเขากำลังวิตกว่าแพลตฟอร์มที่ใช้กำลังจะตาย และนั่นก็ทำให้ตกเป็นเป้าได้ง่าย จริงๆแล้วเราไม่เคยสนใจว่าคนอื่นๆจะใช้แมคหรือเปล่าเลย"

อาร์เนสันประเมินว่า ตลอดช่วง 5-6 ปีที่เขาทำเวป ihateapple นั้น เขาได้รับจดหมายด่าประมาณกว่า 10,000 ฉบับ
-----------------------

มีผู้ให้เหตุผลว่า การเปิดตัวของ OS X มีผลมากพอสมควรในเรื่องนี้ OS ใหม่ของ Apple ได้รับคำวิจารณ์ที่ดีจากทุกวงการ โดยเฉพาะเซียนคอมพิวเตอร์, นักวิเคราะห์และคอลัมนิสต์ส่วนใหญ่ และ OS X ก็เติบโตแข็งแรงขี้นตามเวลาที่ผ่านไป ทำให้คำวิจารณ์ทางร้ายหลายๆอันตกไป

ประกอบกับผลประกอบการที่ดี ผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆที่ออกมาตรงใจและได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น มาร์เกตแชร์ที่ดูเหมือนจะเพิ่มขี้น และข่าวในทางดีที่ออกมาอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ Mac Users ส่วนมากรู้สึกปลอดภัยมากขี้น และรู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้อง"ปกป้อง" อย่างช่วงที่ผ่านมาอีกต่อไปแล้ว...
แม้จะมีที่แรงๆอยู่บ้าง แต่คนที่ออกแนวสร้างสรรค์จะมีมากกว่า
ทั้งความคิดเห็นที่เป็นเรื่องสาระโดยคนใช้ OS X รุ่นใหม่ ที่มาจากสายวิชาการ, ชาว Unix และโปรแกรมเมอร์ที่ย้ายมาเล่น Mac กันเยอะบนเวปอย่าง slashdot และ Ars Technica ก็ยิ่งทำให้เสียงจาก Mac users ดูเต็มไปด้วยเหตุผลมากขี้น..
------------------------


และในที่สุดก็ถึงบทสรุปที่ผมอยากจะเขียนครับ ที่ผมเริ่มเขียนข้อความทั้งหมดด้านบนจนมาถึงตรงนี้ ก็เพื่อจะขอวางบทสรุปจากความเห็นของ mac user คนนึง ถือว่าเป็นหนึ่งเสียงจากคนที่เห็นความเป็นไป เคยร่วมต่อสู้ ร่วมด่า ร่วมให้เหตุผลในสงคราม OS ทางบอร์ดต่างๆมาแล้วหลายครั้งในหลายปีที่ผ่านมา...

บางทีความคิด ความรู้สึกอันนึงของเราในช่วงเวลาหนึ่งๆ
มันอาจจะเป็นผลของอะไรก็ตามที่เราบังเอิญได้เห็น ได้ยินหรือมีส่วนร่วมมา
ซึ่งธรรมดาของโลกแล้ว ทุกๆอย่างมีการเริ่มต้น ตั้งอยู่ และดับไป..
ขี้นอยู่กับว่า เราที่เอาตัว เอาใจไปเกาะอยู่กับกระแสของมันนั้น กำลังอยู่ในช่วงไหน....

ถ้าศึกษาในเรื่องเกี่ยวกับ การตลาด การเมือง สังคมศาสตร์ และปรัชญามาบ้าง ก็จะรู้ว่า ความคิดต่างๆที่อยู่ในหัวเรานั้น มันค่อยๆถูกสร้างขี้นมาได้ ซึ่งแม้แต่บางที ตัวเราเอง คิดแบบนี้ ทำแบบนั้น เราเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมีที่มาอย่างไร บางทีมันเป็นพลวัตทางสังคม, การเมือง หรือแม้แต่การตลาดในยุคก่อน ซึ่งเราบังเอิญเติบโตมากะมัน แต่สะท้อนออกมาในแง่มุมอื่น หรือเป็นผลพวงจากกระบวนการอันนึงที่มีการวางแผนสร้างขี้นมาด้วยซ้ำ

เราอาจจะต้องรู้คิด รู้ทันแยกแยะทำความเข้าใจกับมันครับ

เราไม่ควรจะเอาความคิดของเราที่เป็นผลของยุคสมัยนี้ มาตัดสินการกระทำของคนอื่นในยุคสมัยอื่น
แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่ควรเอาความคิด การกระทำของยุคสมัยอื่นที่อาจจะตกยุคไปแล้วตอนนี้มาใช้ในเหตุการณ์ที่เกิดขี้นกับเราในวันนี้...

และความคิดนี้อาจจะใช้พิจารณาข้อขัดแย้งอื่นที่นอกเหนือจากเรื่องคอมพิวเตอร์ได้ด้วย...

ขอให้ทุกคนมีความสุขในการใช้คอมพิวเตอร์ทำงานที่ตัวเองรัก ไม่ว่าจะด้วย CPU หรือ OS ชนิดใดๆก็ตาม เราคงได้แลกเปลี่ยนความรู้ ช่วยเหลือคนที่รู้น้อยกว่าเรา เรียนจากคนที่รู้มากกว่าเรา และช่วยๆกันทำให้ความแตกต่างทั้งหลายทำงานประสานกันได้อย่างดีขี้นเรื่อยๆไปครับ

ขอบคุณ และสวัสดีปีใหม่แด่ทุกๆท่านที่เข้ามาอ่านครับ

cyberdude
21 ธันวาคม 2548

กระทู้เดิม : http://freemac.net/m...iewtopic&t=7115

#3
tumque

    Super Member

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 1048 posts
122
ผมตามมาจากกระทู้ สตีฟ ลาออกจากๅ ceo :blushing:

#4
runmac

    General Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 160 posts
39
สาระดี..ที่น่าอ่าน...ครับ

Edited by runmac, 25 August 2011 - 10:45 AM.


#5
beiderman

    Superman

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 1224 posts
242
  • LocationUp in the air
ดันขึ้นมาให้ได้ลองอ่านกันครับ :lol:

#6
tum

    Director

  • Administrators
  • 12335 posts
2343
เนื่องจากเป็นบทความที่ย้ายมาจากบอร์ดเก่า

หากคุณอ่านแล้วชอบใจ ต้องการกด + ให้กดที่ Rep บนสุดของกระทู้นะครับ จะเป็นการ + ให้ผู้เขียนบทความนี้ คือคุณ cyberdude ครับ

ใน rep ของผมที่ต่อลงมา เป็นเพียงการ copy ข้อความจากบอร์ดเก่ามาใส่ต่อครับ ไม่ควรได้รับ + ครับ

ขอบคุณครับ

#7
turnpro

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPipPip
  • 989 posts
169
เฮ้อ... Steve Jobs ขยับอะไรนิดส์... ก็เป็นข่าวไปหมด Posted Image

#8
podhikaru

    รักนะแต่ไม่กล้าบอก

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 1946 posts
34
อ่านกี่ทีๆ ก็ชอบ :2guns: รอดูหนัง อาตาริ อยู่ ไม่รู้ว่าจะมีจริงหรือเปล่าเนี้ย >.<

#9
RedSox

    Super Member

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 1322 posts
114

View Posttum, on 25 August 2011 - 11:09 AM, said:

เนื่องจากเป็นบทความที่ย้ายมาจากบอร์ดเก่า

หากคุณอ่านแล้วชอบใจ ต้องการกด + ให้กดที่ Rep บนสุดของกระทู้นะครับ จะเป็นการ + ให้ผู้เขียนบทความนี้ คือคุณ cyberdude ครับ

ใน rep ของผมที่ต่อลงมา เป็นเพียงการ copy ข้อความจากบอร์ดเก่ามาใส่ต่อครับ ไม่ควรได้รับ + ครับ

ขอบคุณครับ


555 Very sincere.

#10
icemania

    Newbie

  • Members
  • Pip
  • 6 posts
0
ยอดเยี่ยมครับ :unworthy:

#11
PicasZo

    General Member

  • Members
  • PipPipPip
  • 201 posts
11
จบได้ดีมากครับ ใช้ศัพท์ได้ ดี อ่านสบายครับ วกวน เรื่องการลำดับไปนิด แต่ โดยรวมเยี่ยมครับ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เหมือนคำสอน พุทธองค์เลยครับ

#12
Immanuel Sonprint

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPipPip
  • 795 posts
247
  • LocationBangkok
พึ่งรู้ว่า Mac ก็ใช้หลักการเผยแพร่ของศาสนาคริสต์ ตัวผมเองเป็นคริสต์เคยเห็นพวกธุรกิจบางอย่างเอาหลักการนี้ไปใช้เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่เป็นพวกขายตรง

#13
AYANAMi-iSM

    Newbie

  • Members
  • Pip
  • 9 posts
0
สนุกมากครับ
เหมือนเป็นภาคขยายของหนัง Pirates of Silicon Valley เลย

#14
gigapanda

    Member

  • Members
  • PipPip
  • 14 posts
1
ชอบมากครับกับคำว่า Mac Evangelist โดนมาก เวลาเพื่อนถามอะไรเกี่ยวกับไอแพดไอพอดไอโฟนแมค ผมจะอธิบายอย่างมีความสุข (:

#15
nutmos

    Super Member

  • Members
  • PipPipPipPipPip
  • 1038 posts
177

View Postgigapanda, on 22 March 2012 - 02:39 AM, said:

ชอบมากครับกับคำว่า Mac Evangelist โดนมาก เวลาเพื่อนถามอะไรเกี่ยวกับไอแพดไอพอดไอโฟนแมค ผมจะอธิบายอย่างมีความสุข (:

เป็นเหมือนกันครับ

กับ Mac ผมรู้สึกเหมือนมีมนต์เสน่ห์อะไรสักอย่างที่ทำให้เราพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อมัน
ซึ่งบางที ก็โดนดูถูกเหมือนกัน เช่น "ใช้ของแพง" "กาก" "สาวก Apple"
ผมก็ไม่เคยดูถูกคนใช้ Windows นะครับ เพราะผมมองว่า คนที่ด่าแบบใช้คำรุนแรง มันเหมือนคนล้าหลัง

พอผมทำ Keynote หรือตัดต่อหนังที่ทำรายงานด้วย iMovie หรือทำ Slideshow
เงียบกันเป็นแถว ทีนี้มีแต่บอก "เห้ยเจ๋งว่ะ"

ชอบบทความนี้มากครับ ถึงเรื่องจะยาวไปนิด แต่ผมก็อ่านมันจนจบ ได้รู้อะไรเกี่ยวกับ Mac อีกมากมาย

คนที่ไม่เคยลองใช้ Mac จะไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามันดียังไง มันมีดีกว่าที่หลายคนมองกันว่าเป็นของเล่นราคาแพงชิ้นหนึ่ง

#16
turnpro

    Advanced Member

  • Members
  • PipPipPipPip
  • 989 posts
169
เราต้องเปิดตาให้กว้าง เปิดหูรับฟัง อย่าให้ใครว่าเราได้ว่า " ง่มโข่ง "




1 user(s) are reading this topic

0 members, 1 guests, 0 anonymous users

Creative Commons License

สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗
ข้อความที่โพสต์ลงในเวบไซต์แห่งนี้ ได้กระทำโดยสมาชิกของเวบไซต์ ทางเวบไซต์ไม่มีส่วนรับผิดชอบใดๆ ต่อข้อความต่างๆ ของสมาชิก ทั้งนี้ หากท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ผิดต่อกฏ ระเบียบของเวบไซต์ กรุณาแจ้งที่ Moderators เพื่อดำเนินการแก้ไข