โดย cyberdude
ความเรียงเรื่องนี้มีจุดหมายเพื่อทำความเข้าใจกับ ปรากฎการณ์วิวาทะบนเวปบอร์ด หรือที่สาธารณะต่างๆเกี่ยวกับเครื่อง Macintosh
อยู่ในกรอบที่จะศึกษาเรื่องที่มาที่ไป และการคลี่คลายตัวในปัจจุบันและอนาคตของกระบวนการนี้ครับ
--------------------------
ผมใช้แมคมานานพอสมควรแล้ว แม้จะไม่ทันยุคเริ่มต้น แต่ก็ทันเห็น Apple ผ่านยุคกลาง ยุคมืด ยุคมืดสนิท จนมาถึงยุค "เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์" ยุค iCEO และยุค Digital Hub iMac/iTunes ในปัจจุบัน
และยังไม่มีใครรู้ว่า ต่อไปจะเป็นยุคอะไรของ Apple กับ Macintosh
ตลอดชีวิตการเป็น Mac user ที่แบบชอบฝังหัว ติดตามข่าว หาความรู้เกี่ยวกับมัน ก็เห็นกระบวนการต่างๆมากมาย
เป็นที่รู้กันในหมู่คนที่เล่น Mac ว่า Apple เป็นบริษัทที่ไม่มี customers มีแต่ Fans คือเมื่อคุณเริ่มมาปักใจใช้ Mac คุณก็จะเป็นเหมือนกองเชียร์ ให้คอมพิวเตอร์ชนิดนี้กันไปโดยปริยาย ส่วนแนวทาง และความแรงที่แสดงออกมากน้อยแตกต่างกันไปครับ คือมีตั้งแต่แบบน่ารักๆ ตั้งชื่อให้เครื่อง, แอบเชียร์, แนะนำให้เพื่อนใช้, สะสมแมค, ปกป้อง ช่วยเหลือ แก้ข่าวแทน Apple จนไปถึงกระแนะกระแหนหรือด่าทุกสิ่งทุกอย่างที่(คิดว่า) เป็นฝ่ายตรงข้ามกับ Mac
จนมีคำที่ใช้เรียกกันว่า เป็น Macheads, Mac fans, Mac Freaks, Mac Geeks, Mac Zealotsหรือ Mac Addicts
มีการให้เหตุผลในเรื่องนี้ไปต่างๆนาๆ ในปรากฎการณ์นี้ ทั้งประเด็นเรื่อง concept design, personality, creativity, ease of use ต่างๆที่ทำให้คนชอบ และหลงใหลมัน
แต่ส่วนผสมหลักของเรื่องนี้มีที่มาครับ และสาเหตุที่สำคัญอันนึงคือผู้ชายชื่อ Guy Kawasaki และปฎิบัติการ Mac Evangelist
คาวาซากิเริ่มงานกับ Apple ตั้งแต่ช่วงแรกๆในยุค '80 เค้าเป็นคนที่รับหน้าที่ไปหาแนวร่วม คุยกับบริษัท software และโปรแกรมเมอร์ทั้งหลายให้เริ่มเขียน software ให้ Macintosh ซึ่งเพิ่งเริ่มเปิดตัว และยังไม่มี software ให้ใช้เลย
คาวาซากิประสพผลสำเร็จอย่างดีในการ"ขายไอเดีย"ครั้งนั้นครับ จากโปรแกรมกราฟิคพื้นๆที่ Apple เขียนเองไม่กี่ตัวในตอนเปิดตัวสินค้า ภายในปีกว่าๆ Macintosh ก็มีโปรแกรมให้ใช้กว่า 600 ตัว และเพิ่มขี้นเรื่อยๆอย่างน่าพอใจ
เขาให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า วิธีที่เขาใช้คือ "ขายความฝันก่อน ขายผลิตภัณฑ์ทีหลัง"
ตอนนั้น ไม่มีใครรู้ว่านั่นคือการวางรากฐานที่จะกำหนดคาเรคเตอร์ของกลุ่มผู้ใช้ Macintosh ในเวลาต่อมา....
เซลแมนธรรมดาอาจจะบอกว่า "ให้เงินผมเท่านี้ๆ และคุณจะได้ computer เครื่องนี้ไป, แล้วผมจะบอกว่ามันทำอะไรให้คุณได้บ้าง"
แต่คาวาซากิจะบอกว่า "คอมพิวเตอร์เครื่องนี้เป็นเครื่องถ่ายทอด'ความฝัน' และความฝัน คือที่มาของแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ของมนุษย์, ผมจะเสนอ'ความฝัน'ของมันให้คุณดู และถ้าคุณเชื่อมั่นในฝันนั้น เราจะร่วมมือกัน"
คาวาซากิเคยบอกว่า เขามองงานของเขาเหมือนเชียร์ลีดเดอร์ให้กับทีมกีฬา คือกระตุ้นกำลังใจให้ทุกๆฝ่าย ทั้งผู้เล่น และกองเชียร์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และเชื่อมั่นในทีม
อาจจะกล่าวได้ว่าวิธีของ Kawasaki ก่อให้เกิดความรู้สึก "พิเศษ" ต่อคอมพิวเตอร์และการทำงานของโปรแกรมในหมู่ผู้ผลิต software กลุ่มแรกๆของ Mac และความรู้สึกนี้ก็รับช่วงต่อไปยังผู้ใช้รุ่นต่อๆมา (นอกเหนือไปจากความ 'เป็นมิตร'ในการทำงานของตัว OS ที่ Apple สร้างไว้ก่อนแล้ว) และด้วยวิธีนี้เอง ที่ทำให้เริ่มเกิดโปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับวงการสร้างสรรค์ เช่น ในด้านดนตรี การวาดรูป การพิมพ์ การเขียนบท บนเครื่อง Mac ในระยะแรกๆ มากกว่าทั้งหมดที่เคยมีมาบนเครื่องแบบอื่นๆในช่วงนั้น
--------------------------
ตอนต่อไป กำเนิดของกลุ่ม Mac Evangelist
--------------------------
ต้องขอออกตัวก่อนนะครับ
ความเรียง(ไม่อยากเรียกว่า บทความ เพราะไม่คิดว่าจะเป็นทางการอะไรนัก)เรื่องนี้
เป็นอะไรที่ผมอยากเขียนมานานแล้ว แต่เพิ่งรู้สึก "อยากเขียนซะจริงๆ" เอาวันนี้ จะเพราะอะไรก็ช่างมันเถอะนะครับ
เอาเป็นว่า เป็นการคุยๆ แลกเปลี่ยน เสนอความเห็น เล่าสู่กันฟังละกัน ขออนุญาตที่จะไม่ให้มีการปะทะ หรือใช้ข้อความรุนแรง พาดพิง เปรียบเทียบอะไรใครในนี้ ไม่ว่าจะภายในหมู่สมาชิก หรือผู้ที่ผ่านมาก็ตาม..
ก่อนอื่นเลย สิ่งที่เขียนนี้จะเป็นสำนวนเรียบเรียงของผมเอง แต่เรื่องราวนั้นมีที่มาจากหนังสือ และบทความทั้งหลายที่ผมอ่านมาเรื่อยๆในหลายๆช่วงหลายวาระที่ผ่านมา เช่น The cult of Mac(ของ ลีนเดอร์ คานี่ย์-ส่วนมากแปลมาจากเล่มนี้), Mac bathroom reader, และอื่นๆอีกหลายเล่มรวมๆกันตลอดจนจากเวปไซท์เกี่ยวกะ Mac ต่างๆหลายที่ครับ ก็ขอแจ้งเครดิตไว้ตรงนี้ ถ้ามีเล่มอื่นๆที่กลับไปค้นเจอจะมาลงเพิ่ม
ก็จะเขียนแบบเปิดนะครับ ไม่ซีเรียส เขียนเพิ่มไปเรื่อยๆ คุยกันไป อ่านไปละกัน แต่ขอว่าจะมีการกลับขี้นไป edit เพิ่มเติมแก้ไขบ้าง ถ้ามีความจำเป็น หรือเพิ่มเติมความเห็น ที่อยากจะเขียนแบบนี้ แทนที่จะขอเขียนให้เสร็จทีเดียวเป็นบทความไปเลย เพราะผมชอบสไตล์เวปบอร์ดที่จะมีความคิดเห็นของเพื่อนๆกลับมามากกว่า (อีกอย่าง คงเป็นเพราะสมาธิสั้น ขี้เกียจเขียนรวดเดียว 5555)
Guy Kawasaki เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นรุ่นที่สามจากฮาวายครับ
Evangelism เป็นศัพท์ในทางศาสนาคริสต์ หมายถีงการเผยแพร่ศาสนาอย่างเอาจริงเอาจัง
ในปัจจุบันอาจเอาไปใช้โดยตัดความหมายในทางศาสนาออกไป จะหมายถึงคนที่กระตือรือร้นสนใจในเรื่องใดเรื่องนึงอย่างสุดๆก็ได้
โดยที่ Kawasaki เป็นคนแรกที่เอาเรื่อง evangelist มาใช้ในแง่การตลาด และคอมพิวเตอร์ครับ
หลักๆเลยเพราะเค้าเป็นคริสต์ และศึกษาด้านศาสนามาพอสมควร ในยุคแรกๆของ Mac เค้าเลยเอาศัพท์เกี่ยวกับทางศาสนามาใช้ในการให้สัมภาษณ์ หรือพูดถึงคอมพิวเตอร์ในเชิงอารมณ์ขันครับ
เช่นบอกว่า PC users ยัง "unenlightened" (แสดงว่าผู้ใช้ Mac เป็นผู้ที่ "รู้แจ้ง"แล้ว)
หรือตัวอย่างเช่น คำให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ Windows 95 ของเค้าอันนึง
"ถ้าจะบอกว่า Windows 95 เทียบกับ Mac ได้ ก็เปรียบได้กับคนที่ไปเจอหัวมันฝรั่งที่รูปร่างเหมือนใบหน้าพระเยซู แล้วคิดเอาว่าพระเยซูกลับมาแล้ว"
คาวาซากิเคยพูดถึงเทตนิคอันนี้ว่า "เพราะศาสนาคริสต์มีมาร์เกตแชร์กว่า 30% ทั่วโลก และผมมองว่า เทคนิคที่คริสต์จักรใช้นั้น หลายอย่างเอามาใช้กับธุรกิจได้"
"ผมเลยแอบโขมยเอาหลักหลายๆอย่างมาจากไบเบิ้ล"
--------------------------
กำเนิดของกลุ่ม Mac Evangelist
--------------------------
Kawasaki ออกจาก Apple ไปในปี 1987 แล้วกลับมาใหม่ในช่วงปี 1995
ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงที่ ผู้บริหารของ Apple เองกำลังเริ่มเจอผลของการหลงระเริงกับผลกำไรที่ผ่านๆมา แผนการตลาดที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า มองข้ามการปล่อย license Mac OS ที่บริษัทต่างๆเพียรขอมา และละเลยการสานสัมพันธ์ที่ดีกับ Users และ Developers
แรกเริ่มเลย Apple พุ่งเป้าของคู่แข่งไปที่ IBM และกว่าจะรู้ตัว Microsoft ก็เริ่มมีอิทธิพลมากในตลาด PC เกินจะหยุดได้เสียแล้วและ Windows ก็เริ่มที่จะกินตลาดของ Mac และผู้ผลิตรายอื่นๆที่ไม่ใช่ IBM compatible ไปเรื่อยๆ...
ผลิตภัณฑ์ของ Mac ในตอนนั้น แม้ว่าจะยังเด่นเรื่อง design และ OS แต่ก็มีจุดผิดพลาดเรื่องความขาดเป้าหมายและซ้ำซ้อน
ตอนนั้น Apple มีทั้ง คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ็ค กล้องดิจิตอล พรินเตอร์ทั้ง laser และ inkjet, PDA ทั้งที่บางอย่างทำให้ขาดทุุนติดต่อกันมานาน
อีกหัวเลี้ยวนึงที่ Apple พลาดไปถนัดใจก็คือ ในช่วงที่พยายามต่อสู้กับ IBM PC ในตลาดคอมพิวเตอร์สำหรับ office ก็มีการโจมตีจากฝั่ง IBM ว่า Graphic user interface แบบที่ Mac ใช้นั่นเป็นได้แค่ "ของเล่น" หรือเกมคอมพิวเตอร์แบบนึง กราฟิคสวยๆไม่ได้ช่วยให้คนทำงานมี ผลงานดีขี้น กลับจะดึงความสนใจของ user ไปจากงานที่ทำ ส่วน DOS ซึ่ง ไม่มีความสนุกในการใช้งานนั้น จะทำให้ user โฟกัสที่งานมากกว่า สมใจเจ้าของธุรกิจ
ซึ่งเรื่องนี้ Apple เลยต้องต่อสู้อย่างรุนแรง(ไปนิดนึง) เพราะต้องการลบภาพที่ว่า "Mac เป็นของเล่น" นี้ออกไป ก็เลยงดการสนับสนุนช่วยเหลือบริษัทเกมต่างๆที่เป็นเคยพันธมิตรกันอยู่ อันนี้เองที่ทำให้ Macintosh ซึ่งเคยเป็นแพลตฟอร์มที่เกมเยอะมากๆ (เกม 3D สมัยบุกเบิกตัวแรกๆก็เกิดบนฝั่ง Mac ไม่ใช่ PC) ก็เลยไม่ค่อยมีเกมเล่นไปสมใจ Apple (ในตอนนั้น) ซึ่งกว่าจะรู้ตัวว่า ธุรกิจเกมจะกลายมาเป็นตลาดที่มีมููลค่าสูงสุดของ computer ในเวลาต่อมา ก็กลับตัวไม่ทันซะแล้วครับ ซึ่งเรื่องเกมนี้ก็เป็นจุดด่างข้อใหญ่ที่ทำให้ Apple และ Mac เสียเปรียบอยู่มาจนถึงวันนี้
จนช่วงนั้น ข่าวการขาดทุนติดต่อกัน การเสียฐานลูกค้า และการค่อยๆหายไปของผู้ผลิต software สำหรับ Mac ไปเรื่อยๆ ก่อให้เกิด'ข่าวร้าย' สำหรับ Apple ยิ่งการเปิดตัวของ Windows 95 ที่ทำให้ interface ของทั้งสองค่ายตามทันกันจนถึงจุดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ดูเลวร้ายลง....
ข่าวเกี่ยวกับสภาพการณ์ 'ขาลง' ของ Apple ดูจะเป็นเรื่องรายวันในตอนนั้นที่ทุกๆสื่อทุกๆค่ายต่างก็พูดถึง และข่าวลบแบบนั้นเองที่ทำให้สถานการณ์ดูเลวร้ายกว่าความเป็นจริง เปอร์เซนต์การขายอาจจะลดลงไปนิดหน่อย แต่เมื่อมันถูกตีพิมพ์ออกมา คนที่ตกใจเกี่ยวกับข่าวก็หยุดซื้อผลิตภัณ์เกี่ยวกับ Mac และยิ่งทำให้ยอดขายหล่นเหวลงไปอีก และการพยายยามแก้ไขก็ยิ่งทำให้เกิดข่าวร้ายๆตามออกมา สำหรับ user ในเวลานั้นการบอกกับใครๆว่าคุณใช้ Mac ดูเหมือนจะนำไปสู่การถกเถียงและทำให้ถูกเยาะเย้ยจากคนอื่นว่า Mac กำลังจะตาย ทุกๆคนจะเห็นพ้องกันว่า จุดจบของ Mac และ Apple คงอยู่อีกไม่ไกลนัก...
แม้แต่มุมที่ขาย Mac ในร้านขายคอมฯต่างๆก็เงียบเหงาลง เซลของทางร้านเหล่านี้ไม่ค่อยแนะนำ Mac และมักจะดึงลูกค้าที่มาดูเครื่อง Mac ไปซื้อเครื่อง PC ที่ทำให้ได้คอมมิสชั่นมากกว่า และเครื่อง mac ที่โชว์อยู่ในร้านพวกนี้หลายแห่งก็อยู่ในสภาพที่ขี้น error ค้าง เพราะขาดเซลที่สนใจ และใช้เป็นมาดูแล ส่วนทาง Apple เองก็ไม่มีคนพอที่จะมาทำอะไรเองตามร้านค้าพวกนี้ได้....
ตอนนั้นเองที่ Kawasaki ตัดสินใจเปิดกลุ่ม Evangelist ขี้นมาในช่วงเดือนกรกฎาคม 1996
จุดมุ่งหมายของเขาคือการเผยแพร่ 'ข่าวดี' เกี่ยวกับ Macintosh เขาได้กล่าวถึงเหตุผลเบื้องหลังว่า
"ตอนนั้น ข่าวทุกข่าวในทุกสื่อเขียนมีแต่ภาพลบ ผมก็เลยตัดสินใจว่า แทนที่เราจะพยายามพูดให้พวกสื่อเชื่อ เราจะเป็นฝ่ายกระจายข่าวดีด้วยตัวเราเอง"
อันนี้มาจากที่เขากลับมาทำงานกับ Apple ใหม่ๆ คาวาซากิคิดว่า
หน้าที่หลักของเขาคือการออกไปพบปะผู้คนให้มากที่สุด พูดถึงข้อดีของสินค้าและทำให้คนอื่นๆเชื่อมั่น อย่างที่เขาถนัด แต่คาวาซากิกลับค้นพบผลข้างเคียงที่ว่า หลังจากที่คุณพยายามทำให้คนอื่นๆ เห็น และเชื่อไปแล้ว ยิ่งคนที่'เชื่อมั่น' นี้มีจำนวนมากเท่าไหร่ คนกลุ่มนี้จะไปบอกเล่าปากต่อปาก ดึงให้คนอื่นๆเข้ามาเอง
ผลข้างเคียงอันนี้ ส่งผลที่ใหญ่กว่า'เหตุ'ของมัน ในแง่สังคมและการตลาดในเวลาต่อมา....
การตั้ง mailing list ของ evangelist ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ด้วยเนื้อหาที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ขัน ผู้ที่บอกรับเป็นสมาชิกจะได้รับจดหมายข่าวรายวันบอกถึง Tips&Tricks ข่าว(ดี)ต่างๆในแวดวง และเรื่องน่ารู้ต่างๆที่จะเอามาใช้ได้ในการถกเถียงเรื่อง computer กับคนอื่นๆ(ที่ไม่ได้ใช้ Mac) นัยว่าเป็นการติดอาวุธทางปัญญาให้ชาว Mac ได้เถียงกลับนั่นเอง
ดูเหมือนว่าชาว Mac ที่รู้สึกเหมือนกลายเป็น'ชนกลุ่มน้อย'ตอนนั้นกำลังรออะไรแบบนี้อยู่แล้ว และมันก็ลามไปอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้า Evangelist ก็มีผู้บอกรับจดหมายข่าวหลายหมื่นคน แตกออกไปตามกลุ่มข่าวและ website ต่างๆทั่วโลกนับไม่ถ้วน...
------
บทแทรก--
ตัวอย่างเทคนิคนึงของคริสตจักร(สมัยโบราณ)ที่ Evangelist เอามาใช้ก็คือ "identify and demonized a common enemy" หมายถึง การกำหนดและสร้างภาพ ให้ผ่ายตรงข้ามเป็นผู้ร้าย" ครับ อันนี้ใครที่เคยอ่าน Da vinci code คงนึกออกที่ Dan Brown อธิบายถึงช่วงที่คริสต์จักรช่วงชิงมวลชนกับศาสนาท้องถิ่น แล้วแกล้งเอาสัญลักษณ์ของ pagans มาเป็นเครื่องหมายแทนความชั่วร้าย ในความเชื่อของคริสต์ เช่น ดาวห้าแฉกที่เคยหมายถึงเทพวีนัส ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของลัทธิบูชาซาตาน และบรรยายให้ซาตานมีหางสามแฉกแทนค่าสามง่ามของโพเซดอน...อะไรแบบนี้
บทบาทนี้ Microsoft(และ Intel ด้วย) ก็โดนไปซะไงครับ คืออย่างที่บอกว่าตอนแรก Apple ก็ต้องท้าสู้กับ IBM ประกาศตัวเองว่าเป็นมวยรอง เป็นแจ๊คผู้ที่จะมาสู้กับยักษ์ แต่กว่าจะรู้ว่ารบกะ'ยักษ์' ผิดตัว ก็เกือบไม่ทันซะแล้ว...
แต่ไม่เป็นไร เพราะตอนนั้น Microsoft ก็กลายเป็นยักษ์เต็มขั้นไปแล้ว แถมยังส่อเค้าว่าจะนิสัยไม่ดียึดวงการจริงๆด้วย มีเหตุผลให้โจมตีได้อย่างชอบธรรม
------------
ปฎิบัติการณ์โต้กลับ Revenge of the Mac users
--------------
ปรากฎการณ์ "เราจะสู้เพื่อ Mac" ได้ถูกจุดประกายขี้นมาในช่วงที่มืดมิดนี่เองครับ พอ list ของคนที่รับจดหมายข่าวมากขี้นๆ
หลังจากการเริ่มติดอาวุธทางปัญญาให้ users แล้ว Kawasaki ก็เริ่มปรับแนวรบ
ในจดหมายข่าวเริ่มมีการสร้าง activity เช่นขอให้ชาวแมคช่วยๆกันดู ถ้าเห็น Mac ตามโชว์รูมของร้านคอมฯเสียหายไม่มีคนดูแล ก็เข้าไปช่วยซ่อม ช่วยแนะนำคนอื่นเกี่ยวกะ Mac ช่วยแก้ความเห็นที่ผิดๆเกี่ยวกะ Mac ที่บังเอิญไปเห็น หรือได้ยินมาให้ถูก
ปรากฎการณ์นี้ขยายวงออกไปอย่างแพร่หลาย
ในช่วงนั้น Mac user จำนวนมากใน US ได้ถือเรื่องการเผยแพร่การใช้ Mac เป็นหน้าที่ของตัวไปเลย
มีการอุทิศเวลาส่วนตัว ไปให้กับการนี้โดยเฉพาะ ในห้างร้านที่ขายคอมพิวเตอร์เป็นจำนวนมากมี Mac Guys ที่เป็นอาสาสมัคร ทำงานฟรีๆ
ผลัดเปลี่ยนกันเข้าไปประจำมุม Mac ในร้าน คอยแนะนำสินค้า สอนโปรแกรม คุยกับคนที่สนใจ ตลอดไปถึงคอยเถียงเรื่องคอมฯกับเซลหรือลูกค้าของ PC ที่อาจจะเข้ามาทับถม ชวนทะเลาะหรือพยายามดึงลูกค้าไป
หรือบางที่ก็จะออกมาในรูปที่ว่า ชาว Mac ผลัดกันไปแอบจัดแผงหนังสือคอมฯในร้านขายหนังสือซะใหม่ ให้หนังสือ Mac มาอยู่แถวหน้าๆแทนหนังสือ PC ครับ
คาวาซากิบอกว่า เขาไม่ได้วางแผนให้สิ่งเหล่านี้เกิดขี้น ตอนนั้นยังไม่มีศาสตร์หรือตำราเกี่ยวกับการทำ marketing แบบนี้ แต่ทั้งหมดเป็นกระบวนการเรียนรู้ระหว่างทำงานนั่นเอง
"แอปเปิ้ลมี user group เป็นพันๆกลุ่มทั่วโลก พวกนี้แหละครับที่เป็น Evangelist ที่แท้จริง พวกเค้าไม่ต้องได้ค่าจ้าง ไม่เคยมีรายได้จากการแนะนำให้คนอื่นใช้ Mac แต่พวกเค้าก็ทำราวกับเป็นพนักงานขาย แต่มีสิ่งนึงที่ทำให้ Evangelist ต่างจากเซลทั่วๆไป เพราะพวกเค้าแนะนำ Mac ให้คนอื่น เพราะเห็นว่ามันเป็นผลดีกับคนอื่นแท้ๆ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง... เซลนั้นขายของให้คุณเพื่อผลประโยชน์ของตัวเค้าเอง แต่ evangelist ทำแบบนั้นเพื่อประโยชน์ของคุณ"
(ภายหลังที่ evangelism marketing เป็นที่รู้จัก ดูเหมือนพวกลัทธิขายตรงพยายามเอาไอเดีย"แนะนำของดีๆ"ตรงนี้ไปปรับใช้อ่ะครับ..แต่ก็กลายเป็นเพื่อประโยชน์ของตัวเองไป)
ในกระบวนการนี้ ทาง Apple เองก็ได้ใช้ประโยชน์ต่อมาโดยการใช้ Evangelist เป็นรากฐานการคัดเลือกและฝึกทีมงานขาย
แต่ที่น่าสนใจนั้นก็คือเรื่องที่ว่า Apple เองมีพนักงานขายจริงๆ ที่ออกฟิลด์ไปขายอยู่ประมาณ 600 คน แต่มี "ชาวแมค" ที่ทำงานช่วยกระจายข่าว ช่วยขายเป็นแสนๆคน ทั่วประเทศ คาวาซากิเองก็บอกว่า "ถ้าคุณเป็น Mac user ความน่าจะเป็นจะเป็นเพราะคุณถูกแนะนำให้หันมาใช้ Mac จากเพื่อน หรือ user คนอื่นๆ มากกว่าจะมาเริ่มใช้เพราะพนักงานขาย หรือโฆษณา"
ในแง่ online, ในจดหมายข่าว คาวาซากิก็เริ่มชักชวนให้ชาว Mac ร่วมกันช่วยเหลือด้วย เช่น ถ้ามีสื่อ หรือคอลัมนิสต์เขียนหรือให้ความเห็นเรื่องร้ายๆเกี่ยวกับ Mac โดยไม่เป็นความจริง เค้าก็จะเอามาแจ้งในข่าว และขอให้ชาวแมคช่วยกันดูแลและแก้ไข และ 'ให้การศึกษา' เช่นถ้าคอลัมนิสต์คนนึงเขียนว่า Mac ไม่เหลือลูกค้าแล้ว และกำลังจะตาย เค้าก็จะขอให้ Mac users แสดงพลังช่วยกันส่ง email ไปคนละฉบับให้เห็นว่า คนใช้แมคที่ยังเชื่อมั่นนั้นมีอยู่เยอะเพียงไร
ตอนนั้นเป็นช่วงแรกๆที่ internet เริ่มแพร่หลายไม่นาน ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักหรือมีวิธีการป้องกัน spam และโปรแกรม email ยังไม่มีความสามารถที่จะ filter หรือแม้แต่จะรับมือ mail ทีละมากๆ ได้ดีนัก ไม่ต้องสงสัยว่าสื่อที่เขียนถีง Mac ในทางลบบ่อยๆนั้น จะมีชะตาชีวิตเป็นอย่างไรบ้างครับ
และจากกระแส Evangelist ได้รับการตอบรับอย่างดีนี่เองทำให้ Apple กล้าที่จะ'เล่นแรง'
เช่นพวก Ad หอยทาก หรือ burning bunny ในเวลาต่อมา
กลุ่มที่สนับสนุน Mac อื่นๆก็เช่นกัน
นับว่ากระบวนการนี้ก่อให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในหมู่ users, ผู้ผลิต และ developers อย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อนครับ ยากที่ผลิตภัณฑ์ตัวนึงจะทำให้เกิดความรู้สีกร่วมได้แบบนี้...
อาจจะมีบาง brand อย่าง Levi's หรือ Coke ที่ทำได้เหมือนกัน แต่ทั้ง 2 บริษัทนั้นก็มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนานกว่า Apple มาก...
แม้กระทั่ง ผู้ผลิต Mac Clone ชื่อดังในยุคนั้นอย่าง Power Computing ก็เอาคอนเซ็พแนว "สู้เพื่อ Mac" ไปใช้
ตัวอย่าง AD ของ Power Computing ที่ดังๆตอนนั้นครับ
Refuse to be a Victim. Fight back for the Mac!!
Let's Kick Intel's Ass!!
ลุย!
หมู่เฮาจะปฎิวัติ
เมื่อหนูน้อยบิลลี่มาผิดงาน :wink: :wink:
ภาพจาก http://www.streamstu...powercomputing/


Sign In
Create Account




Back to top








