pao666, on 20 February 2012 - 05:05 PM, said:
ผมว่า เขาหักบัตรเครดิตครับ เลิกผ่อนก็ไม่เกี่ยวกับเครื่องนะ ไม่เหมือนรถ
ไม่เหมือนรถเพราะมันไม่ใช่สินเชื่อครับ
คือ ผมไม่ใช่พนักงานธนาคารนะ แต่พออธิบายเรื่องระบบการซื้อของดังนี้
เป็นสัญญาซื้อขายที่ได้มีการโอนกรรมสิทธิ์กันแล้ว ซึ่งไม่ใช่การเช่าซื้ออย่างแน่นอน
แต่ ในการที่คุณซื้อ MBP มีสัญญา 2 สัญญาที่คุณจะต้องทำ ซึ่งก็เซ็นๆกันไปนั่นแหละครับ
1. สัญญาซื้อขาย ลูกหนี้คือคุณมีหน้าที่ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ ราคาของสินค้า แต่มีสิทธิได้รับกรรมสิทธิ์ของสินค้าที่คุณซื้อ
ส่วนร้านค้า มีหน้าที่ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ คือให้mbp คุณ แต่มีสิทธิที่จะได้รับเงินจากคุณ
เมื่อคุณตกลง ก็เกิดสัญญาซื้อขายขึ้น
2. สัญญากู้ยืมเงิน คุณผ่อน ธนาคารถูกมั้ยครับ? ใช้บัตรเครดิตถูกมั้ยครับ? ธนาคารจะเป็นผู้จ่ายให้คุณ สมมติว่าราคา 1000บาท ธนาคาร จะจ่ายให้คุณ 1000บาทแค่ร้านค้าเลยในทันที
ที่รูดบัตร เพราะเค้าจะรูดตัดเต็มราคาสินค้า ซึ่งถ้าวงเงินไม่พอก็จะไม่สามารถซื้อสินค้าได้ (ในกรณีทั่วๆไป)
ดังนั้น สัญญาซื้อขาย MBP ได้เกิดขึ้นและระงับสิ้นลงแล้ว กล่าวคือสัญญาสมบูรณ์แล้วครับ ต่างกันต่างปฏิบัติการชำระหนี้ให้แก่กันแล้ว
ต่อมา...เรื่องการผ่อน
ทำไม เค้าถึงผ่อน 0% เพราะว่าทางบริษัทหรือร้านค้าไปตกลงกับทางธนาคารไงครับ เหมือนกับโปรโมชั่นแบบใช้บัตรเครดิตลด 10% อะไรเงี้ย มันเป็นการตกลง ทำเงื่อนไขกันเองระหว่างร้านค้า บริษัท และธนาคารครับ ซึ่งเรื่องนี้วืธีการตกลง มีค่าใช้จ่ายอะไรหรือไม่ผมไม่ทราบ
ผมมาขยายในส่วนที่ว่า แลว ตกลงเราผ่อนกับใคร???
เราไม่ได้ผ่อนกับร้านค้า เช่น iStudio นะครับ เค้าได้เงินเราครบไปแล้ว โดยธนาคารเป็นคนจ่ายให้ครับ ก็ตอนที่เค้ารูดเต็มราคานั่นแหละครับ
เมื่อเค้าให้ผ่อน มันก็เกิดสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเราต้องชำระหนี้ แต่เราจ่ายให้ธนาคารครับ งงมั้ยครับ
ซื้อ MBP
iStudio <ธนาคารจ่าย < เราจ่ายธนาคารอีกที
การที่เค้าบอกว่า 0% 10เดือน คุณจะผ่อน 3ปีก็ได้นะครับ เพียงแต่พอเลยสิบเดือนก็จะดนเงื่อนไขดอกเบี้ยของธนาคาร เท่าที่ผมเห็นก็ 30% มั้งครับ หลายคนคงสงสัยว่า แล้วทำไม เราาให้กู้ กำหนดดอกเบี้ยได้แค่ไม่เกิน 15% อยากจะบอกว่ามันมีพรบ. เรื่องบัตรเครดิตเปิดช่องให้คิดดอกเบี้ยสูงกว่า15% ได้ครับ
เมื่อคุณต้องผ่อนกับธนาคาร = ชื่อคุณ = หนี้เป็นของคุณ =คุณต้องชำระหนี้
ธนาคารเค้าไม่สนใจหรอกครับว่า ของนั้นจะไปอยู่ที่ใคร เค้าสนใจแค่ขอให้คุณจ่ายเงินคืนเค้าก็พอครับ
ทีนี้ ปัญหาคือ เรืองการให้บุคคลอื่นผ่อนให้
ก็สามารถทำได้ครับ แต่ เมื่อคุณมีภาระอยู่แล้ว หากเค้าชิ่ง หนี เบี้ยว หยุดการผ่อนต่อ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม คนที่มีปัญหาคือคุณ เพราะธนาคารเค้าจะไม่สนใจนะครับว่า ของท่านโอนกรรมสิทธิ์ให้บุคคลอื่น แล้วบุคคลอื่นเค้าจะมาผ่อนแทนเรา เพราะหนี้ไม่ใช่ของเค้า หนี้เป็นของๆเรา
สรุปอย่างนี้ครับ
ธนาคาร < หนี้ < คุณ <หนี้ <เพื่อนคุณ
คือ เพื่อนคุณเป็นหนี้คุณ เค้าก็จ่ายให้คุณไปตามสัญญา ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ หรือไม่เป็นหนังสือ
คุณ เป็นหนี้ธนาคาร คุณต้องชำระหนี้ธนาคาร
ถึงเวลาเค้าไม่ผ่อนต่อ ไปอ้างธนาคารไม่ได้นะครับว่า ขายให้เพื่อนแล้ว เพื่อน ทำการผ่อนแทนเรา เค้าไม่สนใจนะครับ แม้มันจะมีการรับช่วงสิทธิในการเรียกร้องให้ชำระหนี้ได้ แต่เรื่องมันยาวครับ ซึ่งธนาคารมักจะไม่ใช้ในกรณีนี้ครับ (เรื่องเยอะครับ)
สั้นๆสรุปย่อๆคือ ถ้าเค้าไม่ผ่อนต่อ คนที่เดือดร้อนคือคุณนะครับ ที่ยกตัวอย่างเพื่อนเพราะจะได้เห็นง่ายๆ
ผมจะบอกว่า การตัดสินใจแล้วแต่คุณครับ แต่เรื่องเงินๆทองๆไว้ใจใครไม่ได้นะครับ ผมขอเตือนแค่นี้แหละครับ
ปล. หากผิดพลาดประการใดขออภัย ถ้าผิดพลาดรบกวนผู้รู้แก้ไขให้ด้วยครับ เพราะนี่เป็นเพียงความเข้าใจของผมเท่านั้นครับ
ขอบคุณครับ